ทัวร์แมวจร~Japan 8.01: Hokkaido first time! พาชมที่เที่ยวในสนามบินชินจิโตเสะ

สวัสดีครับ ทัวร์แมวจรครับ

เมื่อต้นปี 2017 ผมได้ไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นมา คราวนี้เป็นการไปเที่ยวฮอกไกโดครั้งแรกครับ เดี๋ยวจะเอามาเล่าให้ฟัง

ทริปนี้ เป็นทัวร์แมวจร ครั้งที่แปด โดยมีธีมคือ “Ryuhyo & Snow Miku 2017” โดยที่ Ryuhyo (流氷) เป็นคันจิที่หมายถึงธารน้ำแข็ง เพราะว่าทรืปนี้ไปเที่ยวที่เกาะฮอกไกโด ซึ่งเป็นการไปฮอกไกโดครั้งแรก แล้วก็ไปช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เป็นการไปญี่ปุ่นในช่วงฤดูหนาวครั้งแรกของผมด้วยเหมือนกัน ไปเที่ยวฤดูหนาวครั้งแรกก็เอาเกาะที่หนาวที่สุดก่อนเลย หลังจากวางแผนการเที่ยวไปพอสมควรแล้ว เมื่อต้นปี 2017 ก็เพิ่งทราบว่า ในช่วงทีเราไป ตรงกับเทศกาลหิมะวันสุดท้าย และมีอีเวนท์ของสโนว์มิคุ 2017 จัดในตัวเมืองซัปโปโรพอดี เป็นตัวที่ชอบพอดีเลย~ น่าจะมีคนเห็นผมเขียนถึงเรื่องสโนว์มิคุ 2017 ไปก่อนแล้วสามตอน ก็เป็นการเอามาเขียนก่อน ในขณะที่ยังจำได้อยู่ ถ้าปล่อยไว้นานๆ แล้วกลับมาเขียน อาจจะลืมรายละเอียดไปบ้างละ นี่กะว่าจะเขียนของทริปล่าสุดให้จบก่อน แล้วจะกลับไปเขียนของเก่าๆ ต่อ

เดี๋ยวจะเล่าขึ้นตอนการเตรียมตัวให้ฟังคร่าวๆ ครับว่าผมต้องเตรียมอะไปบ้างสำหรับทริปนี้

ทริปนี้ เริ่มมีการวางแผนมาตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ.2559 แน่ะครับ จำได้ว่าคืนนั้น หลังจากเลิกงานแล้ว ผมไม่ได้เดินทางกลับบ้าน แต่ไปพักที่คอนโด แล้วทีนี้ก็ไม่ค่อยได้ไปอยู่ไง เลยไม่ได้ติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างทีวีหรืออินเตอร์เน็ตเอาไว้ เวลาจะเล่นเน็ตก็เล่นผ่านมือถือตลาด แต่ที่สำคัญสุด ก็คืออยู่คนเดียว เงียบๆ ไม่มีอะไรทำด้วย ก็เลยฟุ้งซ่าน คิดอะไรไปต่างๆ นาๆ แล้วก็นึกถึงการเที่ยวในแบบที่เราไม่เคยไปมาก่อน เลยออกมาเป็นไอเดียสำหรับทัวร์นี้แหละครับ

ทัวร์แมวจรครั้งนี้ ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดเก้าวัน ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2560 ครั้งนี้ ไปกับพี่ที่เคยทำงานอยู่ที่ออฟฟิศ ไม่ได้ไปกับที่บ้าน การเดินทางโดยรวมเลยเน้นราคาประหยัดเป็นหลัก

ตั๋วเครื่องบิน
ซื้อของ Air Asia เดินทางจากสนามบินดอนเมือง ไปเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินกัวลาลัมเปอร์ แล้วขึ้นอีกเครื่องออกเดินทางไปสนามบินชินจิโตเสะ ฮอกไกโด ที่ต้องทำอย่างนี้ เพราะว่า Air Asia ของไทย ไม่มีบินตรงจากกรุงเทพไปดอนเมืองฮะ เลยต้องอ้อมหน่อย และรอเปลี่ยนเครื่องอย่างน้อยสองชั่วโมง แต่ราคาที่ได้ก็โอเคเลย เกือบๆ 15k ถ้ารวมน้ำหนักกระเป๋า 20 kg ทุกเที่ยวบินแล้ว

Rail Pass
การเดินทางด้วยรถไฟในญี่ปุ่น ถ้าเราเป็นนักท่องเที่ยวที่ได้สถานะ Temporary Visitor ในพาสปอร์ต เราจะสามารถซื้อ Japan Rail Pass เพื่อช่วยในการประหยัดค่าเดินทางด้วยรถไฟได้ ถึงแม้ว่าการเดินทางด้วยรถไฟจะใช้เวลาในการเดินทางมากกว่าเครื่องบิน แต่ก็แทบไม่ต้องเสียค่าเดินทางอะไรเพิ่มเติมอีกเลย ถ้าเดินทางด้วยรถไฟในเครือ Japan Railways (เว้นแต่ว่าอยากอัพเกรดที่นั่งอะนะ) ไปคราวนี้ ผมไม่ได้ใช้ JR Pass แบบ Regional (7 Days) ครับ แต่ซื้อเป็น Hokkaido Rail Pass (7 Days) แทน ซึ่งราคาจะถูกกว่าแบบ Regional ประมาณ 5,000 เยน อย่างน้อย ถ้าเดินทางจากซัปโปโรไปกลับฝั่งตะวันออกของฮอกไกโดก็คุ้มแล้วครับ

เส้นทาง
การเดินทางครั้งนี้ มีเส้นทางคร่าวๆ ดังนี้ครับ หลังจากไปถึงสนามบินชินจิโตเสะ จะเที่ยวในซัปโปโร และพักหนึ่งคืน แล้วเดินทางไปเมืองอุโทโระ ซึ่งอยู่ใกล้ๆ อุทยานชิเรโตะโกะ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของฮอกไกโด เพื่อลงเล่นน้ำในธารน้ำแข็งอันเย็นยะเยือก แล้วย้อนกลับมาเที่ยวในเมืองอะบะชิริ ซึ่งมีล่องเรือตัดน้ำแข็ง สำหรับชมธารน้ำแข็งได้อย่างใกล้ชิด ในเมืองนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์อยู่หลายแห่ง พอจะเที่ยวได้หนึ่งวันเต็ม แล้วกลับมาเมืองอาซาฮีคาว่า ไปเที่ยวสวนสัตว์ที่มีเพนกวินเดินพาเหรด แล้วกลับมาเที่ยวในซัปโปโรในช่วงท้ายของทริปครับ

ที่พัก
คืนที่ศูนย์ ไม่ได้นอนในโรงแรม เพราะคืนนั้นไปต่อเครื่องที่มาเลเซีย เลยนอนบนเครื่องบินฮะ ขอไม่นับว่าเป็นคืนแรกในญี่ปุ่นแล้วกัน~
คืนแรก พักในซัปโปโรหนึ่งคืน คิดว่าอยู่แค่คืนเดียว งั้นพักแบบโรงแรมแคปซูลหรือพวกโฮลเทลที่เป็นหอพักก็พอ ราคาถูก แต่ลำบากตอนจัดกระเป๋าหน่อย โชคดีที่ไปเจอโฮสเทลแห่งหนึ่งที่สนใจพอดี เพราะมีการตกแต่งในสไตล์ลอฟท์ ทำให้อยากลองเข้าพักดู
คืนที่สอง หลังจากถึงเมืองอุโทโระแล้ว ก็เลือกที่พักแบบโรงแรมที่เป็นกิจการครอบครัว ห้องพักเป็นแบบญี่ปุ่น แต่ห้องน้ำรวม แยกชายหญิง พักหนึ่งคืน เน้นราคาถูกเหมือนกัน โรงแรมอยู่ไกลจากกลางเมืองพอสมควร แต่ยังพอเดินเข้ากลางเมืองได้
คืนที่สามและสี่ เดินทางเข้าเมืองอะบะชิริ ซึ่งเป็นเมืองขนาดเล็ก แต่ยังดีที่มีโรงแรมอยู่ใกล้ๆ สถานีรถไฟอะบะชิริหลายแห่ง ราคากำลังดี อันนี้พักโรงแรมทั่วไป มีเตียง Twin และห้องน้ำในตัว ใกล้โรงแรมก็พอจะมีร้านสะดวกซื้อและร้านอาหารอยู่บ้าง สะดวกกว่าในอุโทโระขึ้นมาหน่อย
คืนที่ห้า พักในเมืองอาซาฮีคาว่า เป็นเมืองขนาดใหญ่ และมีโรงแรมเยอะ โรงแรมที่พักนี่เดินจากสถานีรถไฟมาหน่อย ราคาพอๆ กับในอะบะชิริ แต่มีอาหารเช้าให้ด้วย
สองคืนสุดท้าย กลับมาพักในซัปโปโร โรงแรมแบบห้อง Twin และมีห้องน้ำในตัว และราคาถูก เริ่มจะหายากแล้ว ผมได้โรงแรมในสถานีที่ห่างจากซัปโปโรมาหน่อย ในราคาที่โอเค ถึงแม้จะเดินจากสถานีมาไกลหน่อยก็เหอะ แต่วันสุดท้ายก็กะจะเรียกแท็กซี่จากโรงแรมไปสถานีซัปโปโรอยู่แล้ว จะได้ไม่ต้องเดินลากกระเป๋าไปรถไฟใต้ดินให้ยุ่งยาก ส่วนอาหารมื้อเช้าก็มีให้เหมือนกัน แต่ไม่อร่อยเท่าที่พักในอาซาฮีคาว่า

Gadget & Apps
ในระหว่างการเดินทาง คงจะดีไม่น้อย ถ้าเราสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเพื่อแชร์รูปในขณะที่เรากำลังเที่ยวอยู่ได้ ผมใช้ซิมสำหรับท่องอินเตอร์เน็ตเป็นหลัก ไม่พก pocket wifi เพื่อลดจำนวนอุปกรณ์ที่จะพกไป โดยผมเลือกใช้ Sim2Fly ของเอไอเอสครับ โดยซื้อเป็นแพ็คเกจ 399 บาท ได้เน็ตโรมมิ่ง 3G/4G ปริมาณ 4GB เป็นเวลา 8 วัน ก็พอจะครอบคลุมการใช้งานได้ทั้งทริปล่ะครับ และราคาก็ถูกกว่าซื้อ Data Sim ในญี่ปุ่นด้วย และเนื่องจากผมใช้กล้องมือถือในการถ่ายรูปเป็นหลักด้วย พอถ่ายรูปเสร็จก็แชร์ต่อได้เลย พอกลับมาถึงโรงแรม ก็ต่อ wifi ทำการสำรองข้อมูลรูปที่ถ่ายในแต่ละวันขึ้น Google Photo เอาไว้ เท่าที่อ่านมาก็มีหลายคนที่เจอปัญหาในการเปิดใช้งาน sim2fly แต่ผมใช้แล้วไม่เจออะไรละ สงสัยเป็นเพราะเปิดใช้งานซิมไปตั้งแต่ทริปก่อนๆ แล้ว

ส่วนเว็บไซต์และ app ต่างๆ ที่ผมใช้ในการเดินทางครั้งนี่ก็ได้แก่
Google Doc: เครื่องมือสำคัญเลยล่ะ ผมเอาไว้ใช้ในการวางแผนการท่องเที่ยวทั้งหมด เจออะไรน่าสนใจ ก็เพิ่มเอาไว้เยอะๆ แล้วค่อยแบ่งออกมาจัดเป็นวันๆ ว่าจะไปไหนบ้าง
Google Maps: แผนที่ ผมมักจะใช้คู่กับ Google Docs ในการทำแผนที่ท่องเที่ยว โดยปักจุดสำคัญๆ เอาไว้ ซึ่งช่วยเวลาเดินหาตำแหน่งของร้านต่างๆ ในตัวเมือง
Google Translate: แน่นอน เอาไว้แปลภาษาคุยกับคนญี่ปุ่นไง
Hyperdia: เว็บตารางรถไฟของญี่ปุ่น เพียงแค่ระบุต้นทางกับปลายทาง ก็จะบอกขบวนรถไฟที่เราควรจะขึ้นออกมา
Tabelog.com: เป็นเว็บรวมร้านอาหารในญี่ปุ่น เวลามีคนไปทานมา ก็จะเอาเพิ่มเข้าเว็บนี้ และรีวิว และมีแผนที่คร่าวๆ ให้ด้วย

ถ้าพร้อมแล้วก็ออกเดินทางกันเลย!

11 กุมภาพันธ์ 2560
การเดินทางเริ่มขึ้นที่สนามบินดอนเมือง ถือว่าดี เพราะบ้านผมอยู่รังสิต เลยเดินทางมาสะดวกกว่าไปสนามบินสุวรรณภูมิ แต่พี่ที่ไปด้วยจะเดินทางมาลำบากหน่อย ถึงจะอยู่ใกล้ แต่ผมก็ยังชอบเผื่อเวลา ให้ไปถึงก่อนเวลาเครื่องออกสักสามสี่ชั่วโมง เผื่อจะมีเหตุการณ์อะไรที่ไม่คาดคิดมาก่อน

ในสนามบินก็มีคนอยู่บ้าง น่าจะเป็นเพราะช่วงนั้นเป็นช่วงหยุดวันมาฆบูชา เลยมีผู้โดยสารที่จะเดินทางไปท่องเที่ยว หรือเดินทางกลับภูมิลำเนากัน ก่อนเดินทางก็ทำการทานมื้อเที่ยงให้เรียบร้อยเสียก่อน เพราะอันนี้จองตั๋วกับน้ำหนักกระเป๋าเท่านั้น ไม่ได้ซื้อแพ็คเกจแบบที่มีอาหารให้บนเครื่องด้วย ก็นั่งแค่สองชั่วโมงเองนี่นะ นี่รูปของสนามบินดอนเมือง มีบางส่วนทำใหม่ ดูดี
 photo DSC_2588.jpg

เครื่องบินออกเดินทางจากไทยบ่ายสาม ไปถึงสนามบินกัวลาลัมเปอร์ ประมาณหกโมงเย็น เวลามาเลเซีย
 photo DSC_2591.jpg

ดูคร่าวๆ แล้วก็รู้เลยว่า Air Asia เป็นบริษัทสายการบินสัญชาติมาเลเซีย ภายในสนามบินมีโมเดลเครื่องบินตั้งโชว์อยู่ด้วย
 photo DSC_2590.jpg

ส่วนบริเวณงวงช้างก็มีแต่เครื่องบินของ Air Asia จอดอยู่ซะเป็นส่วนใหญ่
 photo DSC_2592.jpg

จากโซนผู้โดยสารขาเข้า เปลี่ยนเครื่องไปโซนผู้โดยสารขาออก ต้องผ่านจุดสแกนสัมภาระ carryon หนึ่งครั้ง ส่วนกระเป๋าทีโหลด ก็จะมีการส่งต่อไปยังเที่ยวบินถัดไปให้เรียบร้อย

จากตรงนี้ จะต้องรอเปลี่ยนเครื่องประมาณห้าชั่วโมง เพื่อเดินทางต่อจากมาเลเซียไปฮอกไกโด ที่ต้องรอนอนขนาดนี้เพราะว่าพี่ที่ไปด้วยเพิ่งเคยเดินทางแบบต่อเครื่องเป็นครั้งแรก ก็เลยยังกะเวลารอเปลี่ยนเครื่องไม่ถูก เลยเผื่อเอาไว้เยอะหน่อย จริงๆ แล้วมีสายการบิน Air Asia ที่ออกจากไทยตอนเย็น แล้วมาถึงมาเลเซียประมาณสามทุ่ม แต่ไม่อยากจะเปลี่ยนเที่ยวบินละ เพราะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมอีก ระหว่างรอก็พอจะมีเวลาเดินเล่นและทานอาหารเย็นในสนามบิน

โซนช็อปปิ่งในมาเลเซีย ผมเฉยๆ เพราะรู้อยู่แล้วว่าถ้าไปถึงญี่ปุ่นนี่ก็คงจะได้ช็อปแน่ๆ
 photo DSC_2594.jpg

เดินมาถึงบริเวณศูนย์อาหาร มีอาหารอยากจะลองหลายอย่างเลย เช่น แกงกะหรี่ไก่ แต่กลัวว่ารสจะจัดไป แล้วจะท้องเสียตอนขึ้นเครื่องบินไปต่อ สุดท้ายก็เลยจบที่ข้าวมันไก่นี่แหละ อาหารในสนามบินกัวลาลัมเปอร์นี่ราคาไม่แพงเหมือนในสนามบินสุวรรณภูมิครับ อย่างที่ผมสั่งนี่ ชุดข้าวมันไก่ มีข้าวมัน, ไก่ต้ม, ถั่วงอก, ของทานเล่น, และน้ำซุป ราคาประมาณ 150 บาทเท่านั้นเอง
 photo DSC_2595.jpg

ไก่ต้มชิ้นใหญ่ มาเต็ม ด้านล่างแอบมีผักซ่อนอยู่หน่อย ที่นี่เขาไม่มีน้ำจิ้มข้าวมันไก่รสเผ็ดเหมือนร้าวข้าวมันไก่ในไทยนะ แต่ราดซีอิ๊วมาแทน
 photo DSC_2596.jpg

ทานเสร็จแล้วก็ลงมาข้างล่าง เป็นพื้นที่สำหรับนั่งรอ มีร้านค้าและที่นั่งจำนวนมาก มีเวลาอีกสี่ชั่วโมงก็เลยนั่งพักผ่อนกันที่นี่ ระหว่างรอก็พูดคุยกับพี่ที่มาด้วยไปหลายเรื่องอยู่เหมือนกัน เช่น เรื่องงาน เรื่องเที่ยว เรื่องชีวิต และอื่นๆ เพื่อฆ่าเวลา แถวๆ นั้นก็มีปลั๊กให้ผู้โดยสารใช้เสียบเพื่อชาร์จแบตมือถือได้ แต่หลายๆ ปลั๊กนี่ไม่มีไฟออกมา … ทำไมกัน! หรือว่ามีเวลาจำกัดในแต่ละวัน หลังหกโมงเย็นแล้วจะปิดกระแสไฟฟ้างี้? แต่ผมไม่มีปัญหา เพราะว่าเตรียมแบตสำรองมาด้วยแล้ว ก็เล่นเน็ตรอไปจนเกือบห้าทุ่ม
 photo DSC_2597.jpg

 photo DSC_2599.jpg

ได้เวลาไปรอขึ้นเครื่อง เที่ยวบินนี้จะเดินทางจากมาเลเซียไปฮอกไกโด ใช้เวลาเดินทางประมาณเจ็ดชั่วโมงครึ่ง ต้องการนอนบนเครื่องให้เพียงพอ ก่อนเดินทางก็เลยอัพเกรดที่นั่งจากที่นั่งปกติมาเป็นแบบ quiet zone ที่เป็นบริเวณที่นั่งหลังชั้นธุรกิจ ซึ่งจะไม่อนุญาตให้ผู้โดยสารที่มีเด็กเล็กนั่งแถวนี่ เพื่อความเงียบสงบ คิดว่าน่าจะหลับได้ง่ายหน่อย

แต่เหมือนผมจะคิดผิด….

แถว quiet zone ไม่มีเด็กเล็กก็จริง แต่… แถว business ที่อยู่ด้านหน้า มีผู้โดยสารพาเด็กเล็กขึ้นมาด้วย! ฟฟฟฟฟฟฟฟ
ลาก่อนที่นั่งแสนสงบของเรา นอนไม่พอแน่ๆ คืนนี้ ฮือออออ TTwTT

12 กุมภาพันธ์ 2560
เช้าวันต่อมา ผมตื่นขึ้นมาประมาณหกโมงเช้า เพราะเริ่มรู้สึกถึงไฟในห้องโดยสารที่สว่างขึ้นมา สายตาก็ได้แต่มองไปยังที่นั่งข้างๆ ที่สั่งอาหารเช้าเอาไว้….

หิวง่ะ… แต่ต้องอดทน เดี๋ยวก็ถึงฮอกไกโดแล้ว

ถึงฮอกไกโดประมาณแปดโมงเช้า ผ่าน ตม. รับกระเป๋า แล้วออกมาสู่บริเวณผู้โดยสารขาเข้า มองออกไปนอกหน้าต่างสนามบิน
โอ้ว นี่มันหิมะ หิมะจัดเต็มสมกับมาเที่ยวฮอกไกโดในฤดูหนาวเลย ชักอยากออกไปผัมผัสอากาศหนาวแล้วววววว
 photo DSC_2602.jpg

แต่เดี๋ยวก่อน! ตรงบริเวณผู้โดยสารขาเข้า มีโฆษณาถึงสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ภายในสนามบินชินจิโตเสะอยู่เยอะเลย คิดว่าน่าจะมีเอาไว้ให้ผู้โดยสารภายในประเทศ ที่เดินทางมาถึงสนามบินก่อนเครื่องออกหลายชั่วโมง มีกิจกรรมอะไรทำในระหว่างรอละมั้ง ตามแผนการเดินทางที่วางเอาไว้ หลังจากรับสัมภาระมาแล้ว ผมจะเดินดูและช็อปแถวนี้ให้เต็มที่ เพราะวันกลับจะไม่มีเวลามาเดินดูแล้ว และในวันที่กลับ ก็กลับตอนเช้าขนาดที่ร้านส่วนใหญ่ยังไม่เปิด
 photo DSC_2600.jpg

สถานที่เที่ยวในสนามบินชินจิโตเสะมีตามนี้ครับ ส่วนใหญ่จะอยู่ชั้นสาม กินพื้นที่ทางเชื่อมจากอาคารผู้โดยสารต่างประเทศกับอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ และบางส่วนจะอยู่ที่ชั้นสี่ ฝั่งอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ
– Doraemon Wakuwaku Sky Park: สวนสนุกโดราเอม่อน
– Hello Kitty Happy Flight: สวนสนุกคิตตี้ และตัวละครอื่นๆ จาก Sanrio
– Royce Chocolate World: รวมเอาโรงงานผลิตช็อคโกแลตขนาดเล็ก, พิพิธภัณฑ์, และร้านค้าเอาไว้ด้วยกัน
– Hokkaido Gurutto Theater: โรงภาพยนตร์ที่ฉายภาพพาโนราม่าเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในฮอกไกโด
– Snow Miku Sky Town: อันนี้ผมชอบ~ พิพิธภัณฑ์และร้านค้าเกี่ยวกับสโนว์มิคุ
 photo DSC_2603.jpg

โอเค เริ่มเดินดูดีกว่า แถวๆ นั้นมีโซนเล็กๆ จัดนิทรรศการเกี่ยวกับชาวไอนุ ชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในฮอกไกโดพอดี

ข้างๆ กันก็ไปเจอนี่เข้า ตู้ขายซิมสำหรับท่องอินเตอร์เน็ตของ So-Net สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการจะใช้อินเตอร์เน็ตผ่านมือถือในประเทศญี่ปุ่น รู้สึกซิมแบบ 1.2GB จะขายหมดทุกแบบเลยแฮะ ถ้าสังเกตดูดีๆ จะเห็นว่ามีคำอธิบายเป็นภาษาไทยด้วย!
 photo DSC_2606.jpg

ผมเดินผ่านลงมาที่ชั้นสองก่อน เพราะชั้นสองมีทางเลื่อนช่วยอานวยความสะดวกในการเดินเชื่อมสองฝั่ง และด้านข้างทางเดินก็มี Steiff Discovery Walk เป็นการจัดแสดงตุ๊กตาต่างๆ ของบริษัทตุ๊กตาสัญชาติเยอรมัน Steiff มีทั้งเมืองจำลอง, ตุ๊กตาสัตว์ขนาดคล้ายของจริง, และโซนเด็กเล่นครับ
 photo DSC_2607.jpg

พวกสวนสนุกจะเปิดเวลา 10:00 น. ถ้างั้นเดี๋ยวไปเที่ยว Snow Miku Sky Town แวะร้าน Animate และทานมื้อเช้าก่อนดีกว่า
เนื้อหาตอนที่ผมไป Snow Miku Sky Town สามารถไฟอ่านได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ เพราะที่นี่แหละ ทำให้ผมได้เสียตังค์ตั้งแต่ยังไม่ทันได้ออกจากสนามบินเลย 555555

ทัวร์แมวจร~Japan Special 02: เที่ยวตามรอยสโนว์มิคุ 2017 ในสนามบินชินจิโตเสะ

หลังจากแวะ Snow Miku Sky Town และ Animate แล้วก็ไปทานมื้อเช้าที่ศูนย์อาหารในสนามบินชินจิโตเสะครับ ราคาค่อนข้างจะเป็นมิตรกับเงินกว่าร้านอื่นๆ และบางร้านก็ยังไม่เปิดด้วย ขนาดเข้าไปในศูนย์อาหารก็ยังเจอร้านที่เปิดสิบโมงอีก ก็เลยลองเดินดูร้านที่เปิดอยู่ เป็นร้านราเม็ง และมีเมนูข้าวด้วย อืม น่าสนใจ ถ้ามาถึงฮอกไกโดแล้ว อย่างแรกต้องลองทานอาหารประจำท้องถิ่นสักหน่อย ได้แก่ มิโสะราเม็ง ของดีของซัปโปโรครับ ลองดูเมนูก็เห็นมีมิโสะราเม็งแบบเผ็ด ราคา 700 เยน น่าสั่งมาลองทานในอากาศเย็นๆ แบบนี้แฮะ ไม่สิ เอาเกี๊ยวซ่าด้วยดีกว่า ทานหมดนี่คงจะอิ่มพอดี ก็สั่งไปครับ แล้วก็รออาหาร……

เฮ้ยยยยย นี่ชามมันใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย!!!!! คือ นอกจากชามใหญ่แล้ว ก็ยังใส่เส้นกับน้ำซุปมาซะเกือบเต็มชามอี โหดไป๊
 photo DSC_2649.jpg

ไม่คิดว่าชามจะใหญ่ขนาดนี้ ก็เลยสั่งเกี๊ยวซ่าไปด้วยง่ะ
 photo DSC_2651.jpg

มา เดี๋ยวรีวิวสักหน่อย ตัวเส้นราเม็งจะเหมือนกับเส้นราเม็งทั่วไป มีถั่วงอกให้มาในปริมาณมาก น้ำซุปก็มีรสมิโสะ และมีความเผ็ด ซดได้เพลินๆ อร่อยดี ส่วนเนื้อก็มีทั้งหมูสับผัดน้ำมันงารสเผ็ด และหมูชาชูชิ้นโต ส่วนเกี๊ยวซ่าก็โอเค ทั้งหมดนี่ในราคา 950 เยนเท่านั้นเอง เอิบบบบ อิ่มตัวแตก
 photo DSC_2652.jpg

อิ่มแล้วก็ได้เวลาย้อนกลับไปชั้นสาม ไปดูพวกสวนสนุกต่างๆ เช่น

Hello Kitty Shop
 photo DSC_2654.jpg

Royce Chocolate World ที่ซึ่ง Royce ได้ยกโรงงานทำช็อคโกแลตจริง ขนาดย่อมๆ มาจัดแสดงไว้ ทำช็อคโกแลตออกมาจริง แล้วก็เอามาขายจริง ณ ร้านค้าเลย
 photo DSC_2656.jpg

 photo DSC_2655.jpg

 photo DSC_2664.jpg

ช็อคโกแลตรูปทรงรองเท้ากีฬาและลูกฟุตบอล น่าเตะ เอ๊ย น่าทานจริงๆ
 photo DSC_2662.jpg

มีพิพิธภัณฑ์ด้วย อันนี้คงจะจัดธีมให้เข้ากับเทศกาลวาเลนไทน์สินะ
 photo DSC_2661.jpg

ตรงนี้ เหมือนจะเป็น Royce สาขาเดียวในญี่ปุ่นด้วย ที่มีเบเกอรี่ขาย นอกจากช็อคโกแลต
 photo DSC_2657.jpg

เฮ่อ ไม่น่าทานราเม็งเป็นมื้อเช้าเลย จะได้มาลองทานเบเกอรี่พวกนี้แทน ชีสทาร์ตก็น่าหม่ำ~
 photo DSC_2658.jpg

ที่ต่อไปคือ Hello Kitty Happy Flight เป็นสวนสนุกเกี่ยวกับ Hello Kitty และตัวละครต่างๆ ของ Sanrio เดินทางท่องเที่ยวไปในสถานที่สำคัญต่างๆ ทั่วโลกด้วยเที่ยวบิน Hello Kitty Airline
 photo DSC_2666.jpg

ที่นี่เก็บค่าเข้าชม 800 เยนสำหรับผู้ใหญ่, 400 เยนสำหรับเด็กประถม เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10:00-18:00 น. แต่ผมไม่ได้แวะเข้าไปดูด้านในนะ เพราะต้องลากกระเป๋าไปด้วย แล้วไม่อยากเอาไปเก็บไว้ใน coin locker เพราะนี่กะจะเดินดูอย่างเดียวละ
ข้างในมีจุดถ่ายรูปเยอะมาก สาวก Sanrio รับรองฟิน
 photo DSC_2665.jpg

ด้านข้างเป็น Happy Flight Cafe ซึ่งขายอาหารและเครื่องดื่ม จัดแต่ละเมนูออกมาได้น่าทานจริงๆ
 photo DSC_2667.jpg

 photo DSC_2668.jpg

เดินมาอีกหน่อย ก็จะเจอกำแพงอิฐขนาดใหญ่ ที่มีหน้าตัวละครที่เด็กๆ คุ้นเคย โดราเอม่อนนนนนนน
 photo DSC_2671.jpg1

Doraemon Wakuwaku Sky Park เป็นสวนสนุกในธีมโดราเอม่อน มีโซนสวนสนุกให้เข้าไปถ่ายรูปได้ มีโซนร้านอาหาร และโซนร้านค้าคล้ายๆ กับ Hello Kitty Happy Flight ด้วย

ที่นี่ก็เก็บค่าเข้าชม 800 เยนสำหรับผู้ใหญ่, 400 เยนสำหรับเด็กประถม เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10:00-18:00 น. อันนี้ผมก็ไม่ได้เข้าไปดูข้างในเหมือนกัน

ด้านนอก มีแสดงหนังสือการ์ตูนโดราเอม่อนในภาษาต่างๆ ไว้ด้วย
 photo DSC_2669.jpg

ภาษาไทยก็มี!
 photo DSC_2670.jpg

มีโซน amusement ที่เต็มไปด้วยเครื่องเล่นต่างๆ ด้วย
 photo DSC_2672.jpg

โอเค เดี๋ยวแวะไปดูอีกที่หนึ่ง แล้วจะออกจากสนามบินละ ที่ Pokemon Store นั่นเอง
 photo DSC_2674.jpg

ด้านหน้าร้าน มีปิกาจูแต่งตัวเป็นนักบินกับแอร์โฮสเตสคอยต้อนรับทุกๆ คน ถ้าสังเกตดี จะมีตัวย่อ CTS ซึ่งเป็นรหัสของสนามบินชินจิโตเสะด้วย ซึ่งตัวย่อพวกนี้จะเปลี่ยนไปตามแต่ละสาขา อย่างเช่น สนามบินนาริตะจะใช้ตัวย่อ NRT บนตุ๊กตาโปเกม่อนที่ขายที่สนามบินนาริตะ สนามบินคันไซก็จะเป็นตัวย่อ KIX แทน
 photo DSC_2673.jpg

เอาละ หลังจากเที่ยวในสนามบินชินจิโตเสะก็ได้เวลาเข้าเมืองแล้ว นี่กะจะเดินทางด้วยรถไฟ ต้องลงไปชั้น B1 สินะ แล้วก็เข้าแถวรอคิวเพื่อซื้อ Hokkaido Rail Pass

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นฮะว่า ที่เลือก Hokkaido Rail Pass แบบ 7 วันก็เพราะสามารถมาซื้อในประเทศได้ ไม่ต้องซื้อเป็น voucher มาแลก แล้วก็ราคาถูกกว่าด้วยเล็กน้อย ระหว่างเข้าแถวก็มีแผนผังแนะนำที่เที่ยวในเมืองซัปโปโร ซึ่งใช้การวาดขึ้นมา
 photo DSC_2675.jpg

หืม ตรงนี้มัน โปสเตอร์หนังแฟนเดย์นี่นา เอามาใช้เป็นตัวส่งเสริมการท่องเที่่ยวฮอกไกโดสำหรับคนไทยที่ต้องการจะเที่ยวตามรอยหนังเรื่องนี้ได้เลย
 photo DSC_2676.jpg

พอได้ Hokkaido Pass มาแล้วก็ขึ้นรถไฟเข้าเมืองซัปโปโรเลย แต่ลำบากหน่อย เพราะว่าที่นั่งเต็มหมดแล้ว แล้วก็เพิ่งมารู้ทีหลังว่ารถไฟสายที่เดินทางจากสนามบินชินจิโตเสะเข้าเมืองซัปโปโร สามารถจองที่นั่งได้ ไม่งั้นต้องยืนตลอดทาง เป็นเวลาประมาณ 40 นาที ระหว่างทางก็เห็นหิมะ ได้สัมผัสหิมะเต็มๆ แบบนี้เป็นครั้งแรก ก็ตื่นเต้นสิครับ~
 photo DSC_2677.jpg

 photo DSC_2678.jpg

มาถึงซัปโปโรสักที เดี๋ยวตอนหน้าจะพาเที่ยวต่อครับ

ข้อมูลเพิ่มเติม & ข้อมูลบางส่วนจาก
Royce Chocolate World
Doraemon Wakuwaku Sky Park
Hello Kitty Happy Flight
Hokkaido Rail Pass

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

%d bloggers like this: